“แบงก์ชาติ” ชี้ความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางยืด หวั่นปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กดดันน้ำมันพุ่งปรี๊ด เงินเฟ้อส่อขึ้น คนไทยซื้อของแพง สวนทางจีดีพีไทยทรุด
วันนี้ (2 มี.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69
นายวิทัยกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ต้องค่อยๆ ประเมิน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสงครามเพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2 วัน เช้าวันนี้ (2 มี.ค.69) ตลาดการเงินทั่วโลกเปิดมาด้วยความผันผวนพอสมควร จำเป็นต้องร้อยเรียงประเด็นสำคัญเป็นลำดับ
ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งได้ถูกประเมินไว้แล้วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด หลายฝ่ายเห็นความเสี่ยงนี้ แต่เดิมคาดว่าหากมีการปะทะกัน อาจเป็นลักษณะคล้ายปีที่ผ่านมา ที่มีการสู้รบกัน 12 วัน ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล แต่สถานการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากกว่าชัดเจน
นอกจากการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในอิหร่านแล้ว ยังมีการสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของประเทศ และอิหร่านได้ตอบโต้กลับในหลายประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 20–25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ หากมีการปิดจริง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้
ประเด็นที่สองคือผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืนระยะนาน ย่อมกระทบแน่นอน ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 5–7 เหรียญต่อบาร์เรล หากเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปีราว 10 เหรียญต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ไทยประมาณ 0.1–0.15% ซึ่งถือว่ากระทบโดยตรงในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนกว่าจะอยู่ที่เงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 13% ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปี 10 เหรียญต่อบาร์เรล อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4–0.5% ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงราคาจะขึ้นเท่าใดในระยะสั้น แต่ขึ้นลึกแค่ไหน และยาวนานเพียงใด
หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก เพราะน้ำมันส่งออกจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว ประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นไทย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ สำหรับไทยเอง นำเข้าน้ำมันประมาณ 60% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว
ดังนั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้นมาก จะกดดันให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง และเงินเฟ้อสูงขึ้น หากยืดเยื้อจนกระทบอุปทานน้ำมัน ทำให้ราคาสูงขึ้น ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องในหลายมิติ
ในส่วนของนโยบายการเงิน ก่อนหน้านี้ได้ประเมินความเสี่ยงสงครามไว้แล้ว คำถามคือเหตุใดจึงตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์
นายวิทัยกล่าวว่า แท้จริงแล้ว ตลาดมองว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว เพียงแต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน 4 หรือเดือน 6 การตัดสินใจขยับมาเร็วขึ้นเป็นเดือน 2 จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายมากนัก เป็นการเร่งเข้าประคองเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยเพิ่งขยายตัวชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2568 และส่วนหนึ่งมาจากมาตรการระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการภาษี จึงต้องการสนับสนุนให้การฟื้นตัวมีความต่อเนื่องในระยะยาว
“ เราเห็นการเติบโตที่ดีขึ้นแต่เราก็อยากเข้าไปประคองเพื่อให้เห็นความต่อเนื่องและสนับสนุนให้เกิดการเติบโตจริงๆ ในระยะยาว”
ศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทยประเมินคร่าว ๆ ได้ราว 2.7% คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตประมาณ 1.9% เป็นตัวเลขประเมินไว้ก่อนเกิดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ยังมีช่องว่างที่นโยบายการเงินสามารถช่วยประคองได้
ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ยังมีผลช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท สนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะต้นทุนเงินฝากมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การปรับครั้งเดียวจึงตอบโจทย์ได้หลายด้านพร้อมกัน