สมรภูมิเทรดวอร์! “จีน” ส่อเลิกพึ่ง “ไทย” เป็นฐานส่งออกสินค้า หลังตีปีกรับ “ภาษีทรัมป์” ปรับอัตราต่ำลง เร่งส่งของเองฉ่ำ “ไทย” เผชิญแรงกดดันต่อการค้า – การลงทุนระยะยาว
วันนี้ (25 ก.พ.69) นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการใช้อำนาจตามกฎหมาย “International Emergency Economic Power Act (IEEPA)”
ส่งผลให้ภาษีที่สหรัฐฯ เคยเก็บผ่านช่องทางดังกล่าว เช่น ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายประเทศ (Fentanyl Tariff) ต้องถูกยกเลิกทั้งหมดทันที ทำให้ “อัตราภาษีจริง” จะลดลงจาก 13.6% เหลือราว 6.0–6.5% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมผ่านกฎหมายมาตราอื่น
ขณะที่ภาษีเฉพาะบางอุตสาหกรรม (Sectoral Tariff) ที่ไม่ได้อิง IEEPA จะยังคงอยู่ทั้งหมด เช่น ภาษีนำเข้าเหล็ก–อลูมิเนียม 25–50% ทองแดง 50% รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 25% ชิ้นส่วนยานยนต์ 10–25% รถบรรทุก 10–25% และผลิตภัณฑ์ไม้ 10–50%
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีในอัตรา 15% หลังศาลฎีกาตัดสินการใช้ภาษีศุลกากรผ่านกฎหมาย IEEPA
TISCO ESU มองว่า การตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้ เป็นการจำกัดขอบข่ายอำนาจ และความคล่องตัวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ยังไม่ใช่จุดจบของการดำเนินนโยบาย “America First”
เพราะทันทีหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์ได้ตอบโต้โดยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารตาม มาตรา 122 ขึ้นภาษี 10% กับทุกประเทศ เป็นเวลา 150 วัน มีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์–23 กรกฎาคม 2026 โดยยกเว้นบางสินค้า เช่น แร่หายาก ทองคำ พลังงาน สินค้าเกษตรบางประเภท เช่น เนื้อวัว ส้มและมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์ยาและส่วนประกอบทำยา สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และยานพาหนะบางประเภท
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีใหม่ แต่ TISCO ESU ประเมินว่าอัตราภาษีที่เรียกเก็บจริง (Effective Tariff Rate) จะอยู่ที่ราว 10% เนื่องจากยังมีการเว้นภาษีหลายรายการ และมีความเสี่ยงว่าภาษีอาจถูกยกเลิกหลังครบกำหนด 150 วันจากแรงคัดค้านภายในพรรครีพับลิกันเอง ต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นภาษีเป็น 15% อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงจะอยู่ที่ 12% ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำตัดสิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือการพิจารณาเวรคืนภาษีนำเข้าที่รัฐบาลจัดเก็บจาก IEEPA ในช่วงปี 2568-20 กุมภาพันธ์ 2569 รวมมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 65% ของรายรับจากภาษีศุลกากรทั้งหมด และคิดเป็น 0.5% ของ GDP สหรัฐฯ
โดยยังต้องรอคำวินิจฉัยว่า จะคืนภาษีแบบใด เช่น คืนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย 6–7% ต่อปี หรือให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องตามขั้นตอนศาล ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ราว 0.3-0.5% ของ GDP ในปี 2569 โดยกระทรวงการคลังอาจจำกัดความเสี่ยงด้านสูงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยการเลือกออกตั๋วเงินคลัง (T-bills) เพื่อนำเงินมาชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการที่เสียภาษีไปในช่วงก่อน
การบังคับใช้มาตรา 122 ทำให้ความได้เปรียบ–เสียเปรียบด้านภาษีของประเทศคู่ค้าหลักเปลี่ยนไป เช่น จีนและอินเดียที่เคยถูกเก็บภาษีสูงจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นมากขึ้น ขณะที่อังกฤษที่เคยได้สิทธิภาษีต่ำก็สูญเสียข้อได้เปรียบเดิม ส่งผลให้จีนมีโอกาสเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงมากขึ้น
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังมอบอำนาจให้ USTR ใช้ มาตรา 301 ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อคู่ค้ารายใหญ่ทั่วโลก รวมถึง ไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และอังกฤษ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าสมรภูมิการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยอาจได้รับผลบวกบ้างในระยะสั้นจากการที่อัตราภาษีลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15% แต่ต้องติดตามอย่างละเอียดในแต่ละรายสินค้า เช่น เนื้อไก่ อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น เนื่องจากในครั้งนี้ ทุกประเทศจะถูกคิดภาษีในอัตราที่เท่ากัน ทำให้แต้มต่อที่ไทยเคยมีในบางสินค้าที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคู่แข่งก็จะหายไป
ขณะที่สินค้าจากประเทศจีนก็จะได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีที่ลดลงด้วย ทำให้ความจำเป็นในการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก (Transshipment) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าอาจลดลง จึงมีแนวโน้มกระทบต่อทิศทางการค้า การลงทุนในระยะข้างหน้า ส่วนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง 150 วันข้างหน้า และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อาจเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนของไทยได้
TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ออกมาดีกว่าที่คาด จากการฟื้นตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่เดินหน้าได้เร็วขึ้นจากมาตรการ Fast-pass และการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ
“ขณะเดียวกัน มาตรการคนละครึ่งยังช่วยพยุงกำลังซื้อ แม้จะมีผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ อีกทั้งทิศทางการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องยังช่วยผลักดันภาคการผลิตกลับมาขยายตัว ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น”