กบน.ออกประกาศฉบับที่ 51 อัดอุดหนุนดีเซล 2.32 บาท/ลิตร B20 ได้สูง 8.97 บาท ขณะที่เบนซินส่งเข้ากองทุน 10.42 บาท/ลิตร คุมราคาพลังงานไม่ให้กระทบค่าครองชีพ มีผล 23 เม.ย. 2569

วันที่ 23 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ออกประกาศ ฉบับที่ 51 พ.ศ. 2569 เรื่องการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุน เพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

จากการประกาศตามตารางแนบท้าย พบว่ามีการแบ่งกลุ่มน้ำมันตามอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและเงินชดเชย ดังนี้ (หน่วย: บาท/ลิตร)

1. กลุ่มที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน
• น้ำมันเบนซิน: 10.42 บาท
• น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95: 3.33 บาท
• น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91: 3.33 บาท
• น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85: 0.94 บาท
• น้ำมันก๊าด: 0.30 บาท
• น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (เกรดพรีเมียม): 1.50 บาท
• น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ตามเงื่อนไขเฉพาะ): 1.00 บาท
• น้ำมันดีเซลหมุนช้า: 1.20 บาท
• น้ำมันเตา: 0.06 บาท

2. กลุ่มที่ได้รับเงินชดเชย
• น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20: ชดเชย 2.05 บาท
• น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา: ชดเชย 2.32 บาท
• น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20: ชดเชย 4.37 บาท

ในประกาศระบุชัดเจนถึงเกณฑ์การตัดสินใจ โดยอ้างถึงกรอบนโยบายพลังงานที่ต้องการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ดังนี้:


1. จุดวิกฤต: เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศพุ่งสูงเกินกว่าระดับที่เหมาะสม (มากกว่า 30 บาทต่อลิตร)

2. หลักเกณฑ์: มุ่งเน้นการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หลีกเลี่ยงการบิดเบือนกลไกตลาดเสรี และไม่สนับสนุนการอุดหนุนราคาน้ำมันข้ามกลุ่ม (Cross Subsidies) โดยไม่จำเป็น

3. เป้าหมาย: เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดังกล่าวครอบคลุมทั้งน้ำมันที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร โดยมีการยกเลิกประกาศฉบับเดิม (ฉบับที่ 50) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *