“ไทย” อาศัยช่วงชุลมุน! ต่างชาติย้ายถิ่นฐานใหม่ หนีสงครามหาทำเลสงบ หากสถานการณ์ตะวันออกยืด สหรัฐฯ-อิสราเอล ไม่หยุดโจมตี “อิหร่าน” มอง 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดอสังหาฯ ไทยชะลอตัว

วันนี้ (6 มี.ค.69) นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น ยังยากที่จะประเมินผลกระทบในระยะยาว โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงกว้าง อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเกิดโอกาสจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ต้องการย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย

“การท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง อีกทั้งประเทศไทยมีจุดยืนเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลาง และมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ที่หลายประเทศให้ความสนใจ และต้องการย้ายเข้ามาอาศัยหรือใช้ชีวิต ซึ่งอาจกลายเป็นความหวังท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติได้” นายณัฐพงศ์ กล่าว

ในด้านการท่องเที่ยว มองว่านักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) อาจยังเติบโตได้ดี แต่กลุ่มระยะไกล (Long-haul) อาจได้รับผลกระทบระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินบางพื้นที่

สำหรับแผนรับมือความผันผวน บริษัทได้เตรียมกลยุทธ์กระจายธุรกิจไปยังหลายเครื่องยนต์ (Multi-engine) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ พร้อมบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โดยยืนยันว่าบริษัทมีความพร้อมด้านสภาพคล่อง และมีพันธมิตรทางธุรกิจร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม และคลังสินค้า

ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลัก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเติบโตของจีดีพีไทยที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่รุนแรง

ทั้งนี้ อัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ประมาณ 87% แม้ว่าปริมาณหนี้โดยรวมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2023 แต่เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพียังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านและคอนโดมิเนียม มีการแข่งขันสูง ส่งผลให้ยังคงมีภาวะสงครามราคาในตลาด

จากสถานการณ์ดังกล่าว SC จึงปรับตัวล่วงหน้าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบทางการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน ตลอดจนการริเริ่มในธุรกิจใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง โดยทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ได้แก่ Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย, Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ และ Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น

พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ Engine 3 ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรภาพรวมของ SC ให้สร้าง New High อีกครั้งภายในปี 73 ควบคู่กับการผลักดันให้ทุกธุรกิจสร้างคุณค่าให้คนและโลก

ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 2.55 หมื่นล้านบาท เติบโต 21% จากปีก่อน และวางเป้ายอดขายในธุรกิจ Engine 1 ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยตั้งเป้ายอดขายที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 33% จากยอดขายในปีก่อน และวางเป้ายอดโอนที่ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในสิ้นปี 68 ที่กว่า 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยโอนในปี 69 ราว 40%

ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในปี 2569 ในส่วนของโครงการแนวราบ นำร่องพลิกโฉมบ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ด้วยคอนเซ็ปต์บ้านที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง ขณะที่คอนโดมิเนียมเตรียมเปิดตัว Branded Residence ระดับอัลตร้า ลักชัวรี (Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ และโครงการริมแม่น้ำ มูลค่ารวม 2 โครงการ 2.55 หมื่นล้านบาท พร้อมเปิดตัวโมเดล “GenSCription” (Living Subscription Program by SC) แนวคิดตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ “เช่าแทนซื้อ” เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย

ด้าน Engine 2 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ ได้แก่ โรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในสหรัฐ ตั้งเป้ารายได้รวมโต 70% ที่ 2 พันล้านบาท และยังวางแผนขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้องในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต อีกทั้งยังเดินหน้าพัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร พร้อมกับลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360

ขณะที่ Engine 3 ที่เป็นธุรกิจใหม่เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 400 ล้านบาท เติบโตจากปี 68 ราว 60% โดยมีแผนการขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการ คอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี่ พร้อมกับเตรียมงบลงทุน 3 ปี 1 พันล้านบาทรองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้
“บริษัทวางงบลงทุนรวมในปีนี้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาทสำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2 เท่า พร้อมเดินหน้าด้านความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนระดับสากล FTSE Russell และเดินหน้าลด GHG ต่อเนื่องตามเป้าหมาย 5 ปี 100,000 ตันคาร์บอน (ปี 68-73) โดยเปิดตัว SC Green Mark มาตรฐานการพัฒนาอาคารเขียว ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย โดยจะนำไปใช้กับทุก Engine และทุกโครงการของ SC” นายณัฐพงศ์ กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *