“เอกนิติ” นั่งหัวโต๊ะถกคณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ ตั้ง 3 คณะอนุกรรมการ ดึงรายงาน สนข.-วุฒิสภา ทบทวนอัปเดตข้อมูลเศรษฐกิจ ย้ำไม่มีตั้งธง ขีดเส้นตาย 90 วัน เตรียมสรุปความคืบหน้า มิ.ย. นี้
วันนี้ (15 พ.ค. 69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) นัดแรก โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมการโดยนำผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น
ประเมินผลกระทบสิงแวดล้อม และ วิเคราะห์รูปแบบการลงทุน (Business Development Model) โครงการพัฒนาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของ สนข. ปี 2568 เป็นกรณีฐานในการพิจารณาร่วมกับผลการศึกษาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย ของ สศช. ปี 2565 โดยกำหนดกรอบการทำงาน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง
ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะใช้รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่ทำไว้เมื่อปี 2566 เป็นหลัก ประกอบกับรายงานการศึกษาของทางวุฒิสภาที่เพิ่งแถลงไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา มาประมวลผลและพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงจะมีการทบทวนสมมติฐานต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ แนวโน้มการขนส่งสินค้าในภูมิภาค และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจของการปฏิบัติการขนส่งสินค้าข้ามฝั่ง (Landbridge)
นายดนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีมติตั้ง 3 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบด้าน ได้แก่
1.คณะอนุกรรมการด้านความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สศช. เป็นประธาน ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนและนักวิชาการ เพื่อดูรายละเอียดเชิงธุรกิจและการขนส่ง
2.คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติละสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นเลขานุการ เพื่อดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
3.คณะอนุกรรมการด้านการรับฟังความคิดเห็น โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นเลขานุการ ซึ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูล การสื่อสาร และการทำกระบวนการปรึกษาสาธารณะเพื่อรับฟังข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเอ็นจีโอ และนักวิชาการ
“คณะกรรมการฯ ไม่ได้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า แต่จะพิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนประเด็นการออกกฎหมายพิเศษในลักษณะคล้ายโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) เพื่อสร้างแรงจูงใจนั้น ยังไม่มีการพูดถึงในชั้นนี้ เนื่องจากต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการเป็นอันดับแรก” นายดนุชา กล่าวว่า
นายดนุชา กล่าวว่า คณะอนุกรรมการแต่ละชุดจะเร่งแยกย้ายไปทำงานตามกรอบเวลา 90 วัน และกำหนดให้กลับมาประชุมรายงานความคืบหน้าร่วมกันอีกครั้งในช่วงเดือนมิ.ย. 2569