ศาลอาญาคดีทุจริต ภาค 4 ชี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดี กกต.ปมคิวอาร์โค้ด ระบุเป็นอำนาจศาลฎีกาฯคดีนักการเมือง ให้ส่ง ประธานศาลอุทธรณ์วินิฉัยชี้ขาด นัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 7 ก.ค.

วันที่ 24 มี.ค.2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ศาลนัดฟังคำสั่งในคดีที่ นายวิระศักดิ์ สายทอง ผู้สมัคร สส.เขต 10 ขอนแก่น พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอนแก่นใสสะอาด ได้ยื่นฟ้องนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวก รวม 8 คน ในข้อหาฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ กกต

กรณีการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 บัตรเลือกตั้งมีการติด QR Code ทำให้เกิดความสงสัยกับประชาชนทั่วประเทศ เพราะบัตรเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ แต่กลับมี QR Code ซึ่งขัดกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. ต้องเป็นความลับเท่านั้น

ที่ผ่านมาไม่เคยนำ QR Code มาใช้ติดบัตรเลือกตั้งมาก่อน และจะทำให้รู้ข้อมูลของผู้ใช้สิทธิลงคะแนนว่าได้ให้คะแนนกับผู้สมัคร สส.ชื่ออะไร พรรคไหน และอาจเป็นอันตรายกับคนที่รับเงินมาแล้วไม่ได้เลือกให้กับเบอร์ที่รับเงิน

และในประเด็นที่ กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ที่มีการใช้ QR Code ในบัตรลงคะแนน ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง โดยเป็นผู้สมัครสส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 10 ขอนแก่น
ศาลได้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันนี้ ทนายโจทก์ทั้งสองมาศาล ตรวจฟ้องแล้ว

ศาลเห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1-7 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 157 แต่ปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1-7 เป็นกกต. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอิสระ ส่วนที่ 2

กกต.จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 3 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ มาตรา 3

แต่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ถือเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 อันจะอยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 7 แต่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 10

ศาลนี้จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 ไว้พิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 3 วรรคสอง (1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 5

เมื่อศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิด จึงเป็นกรณีตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 10(3) ที่ทำให้ศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 8 ไว้พิจารณาพิพากษาเช่นกัน

แม้มาตรา 23 จะบัญญัติโดยไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม แต่การจะตีความว่า กกต.เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำให้เกิดความแตกต่างของเขตอำนาจศาล

โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใด ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีอาญาทั่วไป ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกจากกัน โดยให้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความผิดประเภทใดและจำเลยอยู่ในสถานะใด

นอกจากนี้ หากอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดี ก็จะถือว่ากกต.เป็นเจ้าพนักงานของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *